Cart รายการสินค้า (0)

นิยาย เรื่อง ศิตา : ตอนที่ 2 เบคอนฮิลล์

(อ่าน 1227/ ตอบ 0)

เมเปิ้ล (Member)


ตอนที่ 2 เบคอนฮิลล์


 


                บรรยากาศยามเช้าในบอสตันเวลานี้ปราศจากแสงสีทองที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับพื้นผิวโลกโดยสิ้นเชิง ทำให้ศิตาเดินเกาะแขนของภูรินท์แน่น ไม่ใช่เธอกลัวหลงแต่เป็นเพราะความหนาวเหน็บของอากาศในเวลานี้ โชคดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีหิมะโปรยปรายลงมา มือข้างหนึ่งเธอซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อโค๊ต ถึงแม้จะหนาวแต่ดวงตาดำขลับส่องประกายสดใส เมื่อได้ชมทัศนียภาพของเนินลาดที่ยังคงเป็นเขตอนุรักษ์ของบอสตัน เพราะเป็นชุมชนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว เสียงไกด์จำเป็นบรรยายให้เธอฟังตลอดเส้นทาง


                ย่านนี้เป็นย่านที่สวยงามมากย่านหนึ่งเลยนะน้องศิ และยังเป็นเนินเขาสูงแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบอสตันด้วยนะ ภูรินท์ชื่นชมพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ เบคอนฮิลล์(Beacon Hill) ให้หญิงสาวที่เดินเกาะเกี่ยวแขนเขาฟัง มือข้างหนึ่งของเขากระชับมือบางภายใต้ถุงมือไว้มั่น


                เป็นเนินสุดท้ายเหรอคะ ดวงตากลมโตสดใสฉายแววตื่นตาตื่นใจขณะที่ริมฝีปากบางเอ่ยถาม


                ใช่ อันที่จริงแล้วมีเนินเขาอีกหกเนินถูกทลายลงเพื่อนำไปถมทะเลสร้างพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเอ็มจีเอช(MGH) เขาถ่ายทอดเรื่องราวอย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากไกด์อาชีพเลย ศิตาเหลือบมองชายหนุ่มที่เดินเคียงคางเธอด้วยแววตาชื่นชม


                คะ? หญิงสาวหันมาเลิกคิ้วเป็นคำถามถึงอักษรย่อที่เขาบอก


                อ๋อ..ขอโทษที เอ็มจีเอช ย่อมาจาก แมสซาชูเซส เจเนอรัล ฮอสปิทัล(Massachusetts General Hospital) น่ะ เอ็มจีเอช(MGH)ยังเป็นโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสามของอเมริกาด้วยนะ และยังเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดใน นิวอิงแลนด์(New England)อีกด้วย ภูรินท์ลืมไปว่าหญิงสาวเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก จึงอธิบายข้อมูลคร่าวๆกับเธอ


                เหรอคะ พี่ภูเคยมาเที่ยวที่นี่บ่อยหรือคะ ศิตาถามออกไปด้วยเสียงที่หวานจนตัวเองยังรู้สึกแปลกหู


                ก็ไม่บ่อยหรอกค่ะ พี่มาที่นี่ปีละครั้ง ส่วนมากก็จะมาช่วงนี้แหละ เขาหยุดการสนทนาชั่วครู่เมื่อเห็นหญิงสาวจ้องมองป้ายของเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นวงกลมรีสีน้ำตาลไหม้ตัวอักษรภาษาอังกฤษอีเลฟเว่นทับอยู่บนเลขเจ็ดซึ่งทั้งหมดเป็นสีทอง


                ศิตาชื่นชมความงามสถานที่แห่งนี้ ที่อนุรักษ์ความเก่าคงความสวยงามคลาสสิค เธอชวนชายหนุ่มเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ ซื้อกาแฟร้อนมาคนละแก้ว แล้วภูรินท์ก็พาเธอเดินไปที่ร้านเบเกอรี่ชื่อเก๋ว่า ‘CAFEVANILLE’ มีเค้กหน้าตาน่ารับประทานหลากหลายละลานตาไปหมด ศิตาเลือกทาร์ตผลไม้ กับเค้กอัลมอนด์ ส่วนภูรินท์เลือกคัพเค้กครีมช็อกโกแล็ตมาทานเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น


                ทำไมพี่ภูทานน้อยนักล่ะคะ กลัวอ้วนรึไง ศิตาหลิ่วตาเอ่ยล้อเขา


                เปล่าหรอก มื้อเช้าพี่ทานไม่ได้มากน่ะชายหนุ่มตอบแลเหลือบสายตาไปมองมือเรียวนุ่มที่เกาะแขนเขาอยู่ ความรู้สึกยินดีและความอบอุ่นแปลก ๆ แผ่ซ่านพองโตอยู่ในโพรงอก


                ศิตายังคงเกาะแขนภูรินท์แน่น รู้สึกว่าทางเดินลื่นสองข้างทางที่ลาดยางมะตอยเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ระหว่างที่หญิงสาวกำลังก้าวเดินไปพร้อมกับลิ้มรสเบเกอรี่ในมือจิบตามด้วยกาแฟร้อน เธอถูกกระตุกให้หยุดลงโดยพลัน หันไปมองคนข้าง ๆ เห็นสายตาเขาจับจ้องไปที่ร้านพิซซ่า ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม ภูรินท์ก็เอ่ยชักชวนขึ้นมาเสียก่อน


                เข้าไปดูเขาทำพิซซ่ากันมั๊ย รับรองว่าน้องศิไม่เคยเห็นที่ไหนแน่ ๆ ของโปรดของเราด้วยไม่ใช่เหรอ


                โดยไม่รอคำตอบชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านพิซซ่าทันที และแขนที่ศิตาเกาะเกี่ยวไว้มั่นก็เป็นแรงฉุดอย่างดีทำให้เธอเดินตาม


                พิซซ่าที่นี่เขาทำแป้งให้ดูกันสด ๆ เลยนะ นั่นไงเห็นมั๊ย เขากำลังเอาแผ่นแป้งใส่เข้าเตาอิฐ น้องศิจะสั่งสักถาดมั๊ยล่ะ ภูรินท์อธิบายเสร็จหันกลับมาถามคนข้าง ๆ หญิงสาวส่ายศีรษะ


                ไม่เอาล่ะค่ะ แค่เค้กนี่ก็อิ่มไปถึงเที่ยงแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ชื้อทาร์ตผลไม้ชิ้นเดียวก็พอ พี่ภูไม่บอกศิสักนิดว่ามีพิซซ่าเจ้าอร่อยอยู่ที่นี่ด้วย ศิตาปฏิเสธพร้อมกับทำหน้าเสียดายใส่ชายหนุ่ม เขาได้แต่ยิ้มรับ


                งั้นเดี๋ยวพี่ขอแก้ตัวโดยการพาน้องศิไปร้านช็อกโกแล็ตก็แล้วกัน อืม.. ภูรินท์ใช้นิ้วชี้เคาะที่คางทำท่าครุ่นคิด แล้วก็..พี่จะซื้อช็อกโกแล็ตรูปร่างแปลก ๆ สวย ๆ ให้น้องศิด้วย ดีมั๊ย พูดพร้อมกับจับศีรษะหญิงสาวโยกเบา ๆ เหมือนตอนที่เธอเป็นเด็กเล็ก ๆ ไม่มีผิด ศิตายิ้มรับพยักหน้าเร็ว ๆ ด้วยความดีใจ


                ทั้งสองเมื่อเดินเข้าร้านช็อกโกแล็ตมา ต่างก็ถอดถุงมือเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโค๊ตของตนเอง แล้วเริ่มเดินสำรวจดูช็อกโกแล็ตรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร้าน


                โอ้โห..ว้าว ศิตาอุทานเสียงดัง ใบหน้านวลสีน้ำผึ้งอ่อนจางปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่


                ช็อกโกแล็ตหลากหลายรูปแบบ สวยงามแปลกตาโชว์อยู่เต็มตู้กระจก แบบที่ใส่กล่องแล้ว บรรจุภัณฑ์ดูสวยหวานถูกจัดอยู่มุมหนึ่ง ศิตาเดินชื่นชมไปทั่วร้านเลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อแบบไหนดี เดินดูอยู่สักพักภูรินท์ก็ยื่นถุงช็อกโกแล็ตมาให้ตรงหน้า


                อ้ะ..พี่ซื้อให้น้องศิ จะไปเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นที่ระลึก หรือจะทานให้หมดเลยก็ได้ แต่ระวังสิวจะขึ้นนะ ถ้าหมดแล้วอยากได้อีกพี่จะซื้อให้ใหม่ ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวมัวแต่ยืนตะลึงทำตาโตอยู่ จึงได้จับมือเรียวขึ้นมารับถุง ไปจากมือเขา


                ศิตาได้สติตอนที่ได้รับไออุ่นจากมือหนานุ่มของเขานั่นเอง กระพริบตาปริบ ๆ แล้วจึงเปิดถุงดู หยิบกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดไม่น่าจะเกินสิบนิ้วขึ้นมาเปิดดู ดวงตาดำขลับไหวระริกด้วยแววตื่นเต้นตื้นตัน เพราะในกล่องนั้นบรรจุช็อกโกแล็ตทุกรูปแบบเท่าที่จะใส่ได้ เธอปิดกล่องไว้ตามเดิม บรรจงวางลงในถุงแผ่วเบา แล้วสายตาก็สะดุดอยู่กับกล่องพลาสติกแข็งฝาใส เห็นช็อกโกแล็ตภายในชัดเจน ช็อกโกแล็ตรูปหัวใจสามชั้นสามสี ไล่จากชั้นล่างสุดสีน้ำตาลของช็อกโกแล็ต ชั้นกลางเป็นช็อกโกแล็ตนมสีขาว ชั้นบนสุดเป็นสีชมพูหวาน ตกแต่งสวยงามอ่อนพลิ้วราวกับเค้กที่สั่งทำจากเบเกอรี่ฝีมือเยี่ยม หญิงสาวเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ ก็พบสายตาที่ส่องประกายหวานซึ้ง อย่างมีความสุขจ้องอยู่ก่อนแล้ว เธอก้มหน้ามองช็อกโกแล็ตเพื่อซ่อนใบหน้าร้อนผ่าว


                ขอบคุณค่ะพี่ภู เธอเอ่ยคำขอบคุณเบาราวกับกระซิบ พร้อมกับก้าวเดินออกมาจากร้าน


                พูดอะไรพี่ไม่เห็นได้ยินเลย ภูรินท์เดินตามพลางถาม และรีบจ้ำเท้ามาดักหน้าหญิงสาวไว้ เธอหยุดเท้าลงโดยพลัน เขาใช้ข้อนิ้วชี้เชยคางเธอให้สบตา


                ศิตาสบตาเขาอีกครั้ง ความร้อนบนใบหน้ายังคงเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ แม้อากาศรอบกายจะหนาวเหน็บ เธอไม่อาจเบี่ยงหน้าหลบสายตาเขาได้อีก เมื่อแก้มที่ร้อนวูบวาบได้สัมผัสเกล็ดเย็นเล็ก ๆ เธอจึงเสมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที


                หิมะตกแล้วค่ะ เราจะกลับกันเลยมั๊ยคะ


                หืม..อะไรกัน ยังไม่ทันจะเที่ยงเลย พี่กะว่าจะพาไปทานอาหารอิตาเลี่ยนเป็นมื้อเที่ยงซะหน่อย เขาลดมือลง ปล่อยคางมนของเธอให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าได้กระทำสิ่งใดลงไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาพยายามหลบหน้าเธอตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศไทย ด้วยหญิงสาวที่เขาพบเห็นในรั้วมหาวิทยาลัยครั้งแรกนั้น ประทับตรึงอยู่ในใจ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็ครั้งที่ได้พบเธอในบ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ของเธอเอง โดยที่เธอไม่ทันได้เห็นเขา จากครั้งนั้นเขาจึงพยายามสอบชิงทุนเพื่อมาศึกษาในต่างแดน เพราะรู้สถานะของตนเองดีว่าต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน ไม่ต่างอะไรกับคำที่โบราณเคยเปรียบเทียบเอาไว้ ดอกฟ้ากับหมาวัด


                ศิก็ถามไปอย่างนั้นเองค่ะ พี่ภูจะพาศิไปที่ไหนคะ เธอคล้องแขนเขาอีกครั้ง พยายามลืมแววตาซึ้ง ๆ ของชายหนุ่ม และทำตัวเป็นปกติเหมือนตอนแรกที่เธอเดินเที่ยวกับเขา


                เดี๋ยวเราเดินชมเมืองไปเรื่อย ๆ ใกล้จะถึงแล้วล่ะ ว่าแต่น้องศิจะทานลงรึเปล่า เขาก้มหน้าลงมามองร่างเล็กที่คล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม จมูกโด่งจึงสัมผัสกับเรือนผมนุ่มหอมเขาสูดกลิ่นหอมเย็นนั้นเข้าเต็มปอด


                ก็เริ่ม ๆ หิวแล้วล่ะค่ะ ก็เราเดินผ่านมาตั้งหลายร้าน ศิเองก็มัวแต่ซึมซับบรรยากาศ ชอบทางเดินค่ะ เขากวาดหิมะซะเกลี้ยง เหลือไว้เพียงสองข้างทาง ดูสวยไปอีกแบบ แล้วนี่หิมะตกลงมาอีกแล้ว จะมีคนออกมากวาดมั๊ยคะเนี่ย ท้ายประโยคเธอเงยหน้าขึ้นถามร่างสูง ความสูงของหญิงสาวที่ไล่เลี่ยกับชายหนุ่ม เมื่อเขาโน้มใบหน้าก้มลงมาสูดความหอมจมูกของเธอจึงได้สัมผัสกับจมูกเย็น ๆ ของเขา ดวงตาเหยี่ยวประทับนิ่งดังต้องมนตร์กับดวงตากลมโตสีดำสนิทแลดูล้ำลึกแวววาว หญิงสาวกระพริบตาถี่ ๆ เรียกสติตนเอง และไม่สนใจในคำตอบที่ได้ถามออกไป รีบผละจากเขาจ้ำอ้าวเดินนำหน้าไปก่อนด้วยความสะเทิ้นอาย


                ภูรินท์สะบัดศีรษะอย่างแรงเพื่อเรียกสติตนเอง และก้าวตามหญิงสาวไป อดหวั่นใจไม่ได้กับความใกล้ชิดนี้ จะทำให้เขาต้านทานหัวใจตัวเองไม่ไหว เขาไม่อาจจะเนรคุณกับผู้ที่ให้ความเมตตาเขามาตลอดเมื่อครั้งเยาว์วัยแม่อัญ มารดาของหญิงสาวให้ทุนเขาเรียนเต็มที่ แล้วเขาจะกระทำตนเป็นแมวนิสัยไม่ดีดังสำนวนไทยที่ว่า กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา ได้อย่างไร


                เดี๋ยวครับรอพี่ด้วย ระวัง.. คำว่าลื่นไม่ทันได้ผ่านพ้นจากริมฝีปากบางของชายหนุ่ม หญิงสาวที่จ้ำหนีไปข้างหน้า กำลังจะหงายหลังล้มลงด้วยอารามที่รีบเดินไม่ทันระวัง


                ภูรินท์ถลาเข้าไปประคองแต่ก็ไม่ทัน เขาจึงใช้ร่างกายของตนเองเป็นเบาะรองรับร่างโปร่งบางของหญิงสาว ศิตาหนอนหงายเค้เก้อยู่บนร่างเขา โดยมีมือหนาประคองโอบเอวบางกระชับไว้มั่น เธอพยายามพลิกตะแคงจะลุกขึ้นหูเธอสัมผัสอกแกร่งที่บัดนี้ภายในเต้นโครมคราม ไม่ต่างกับเธอ หญิงสาวตกประหม่าอีกครั้ง ไม่กล้าสบตาเขา ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าไม่พบหน้าห่างหายจากกันไม่กี่ปี ความสนิทสนมฉันท์พี่น้องหายไปไหนหมด มีแต่ความเขินอายเข้ามาแทนที่ทุกคราวไป เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นโดยมีสองแขนแข็งแรงของเขาช่วยพยุง ลุกขึ้นมานั่งที่พื้นถนน และก้มหน้างุดเอ่ยพึมพำบางเบา โชคดีจริงนักท่องเที่ยวที่เดินเที่ยวชมเหมือนกับเธอและเขา ไม่มีใครสนใจ ต่างคนต่างชื่นชมกับความสวยงามคงเอกลักษณ์ของเมืองเก่า ที่จะหาชมไม่ได้อีกแล้ว เธอละสายตาจากผู้คนที่เดินผ่านไป


                ขอบคุณค่ะ


                ภูรินท์เพ่งพิศพวงแก้มแดงปลั่งแล้วอมยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาลุกขึ้นยืนก่อนแล้วจึงฉวยมือบางให้ลุกขึ้นตาม เขาเอ่ยปากออกไปราวกับไม่สนใจความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว


                ไม่เป็นไรค่ะ ศิเจ็บตรงไหนรึเปล่า เขายกแขนเธอขึ้นดู หญิงสาวได้แต่สั่นหน้าไม่ยอมมองหน้าเขา


                นั่นไง ร้านอาหารที่พี่บอก ไป..เข้าไปข้างในกันเถอะ หิมะตกหนักขึ้นแล้ว


                ศิตาเงยหน้ามองชื่อร้าน ‘Panificio’ เป็นร้านอาหารอิตาเลียนเล็กๆ เธอเดินตามเขาเข้าไปข้างใน สายตาสำรวจบรรยากาศภายในร้านด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยปากชมโดยลืมเรื่องราวเมื่อครู่ไปสิ้น


                บรรยากาศดูเป็นกันเอง สบาย ๆ ดีนะคะ ดูอบอุ่นดี ศิชอบจังค่ะ หญิงสาวยิ้มดวงตาดำขลับแวววาวระยับ


                ไม่ใช่แค่บรรยากาศที่นี่ดีนะ ร็อปสเตอร์ที่นี่รสชาดเด็ดขาดเชียวหล่ะ


                ภูรินท์เป็นผู้สั่งอาหารและเครื่องดื่มให้แก่หญิงสาว เธอมองเขาด้วยความชื่นชม ดูเขาจะรอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง ในที่สุดก็ต้องเอ่ยปากชมออกมา


                พี่ภูนี่เก่งรอบรู้ไปทุกเรื่องเลยนะคะ ศิตานั่งชันคางมองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋ว


                ชมพี่ใช่มั๊ย เขาแกล้งเอ่ยล้อ


                ก็ชมน่ะสิ ไม่ได้ประชดหรอกน่า ศิตาแกล้งค้อนเขาพร้อมกับหัวเราะน้อย ๆ


                นี่ถ้าพี่ไม่รับทำงานวิจัยเพื่อหลังจากจบดอกเตอร์คงไม่ได้เจอศิตาทุกครั้งที่ภูรินท์จริงจังเขาจะเรียกชื่อศิตาเต็ม ๆ เจ้าของชื่อต่างรู้นิสัยดี จึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ หลังจากก้มดูเมนูอาหารที่บริกรทิ้งไว้ให้หนึ่งเล่ม


                เมื่อได้สบตาหญิงสาวรับสารจากเขาโดยตรงว่าเขาต้องการสื่ออะไร ถ้าเธอไม่คิดเข้าข้างตนเองจนเกินไปนัก แต่เธอเป็นคนตรงไปตรงมาและกล้าแสดงออก ไม่ชอบอะไรที่ไม่ชัดเจน จึงตัดสินใจโพล่งถามออกไปตรง ๆ


                หมายความว่ายังไงคะ


                อืม.. ภูรินท์พยายามคิดหาเหตุผลมาอ้าง แต่เมื่อมองหญิงสาวที่จ้องตรงมา เขาไม่อาจจะโกหกเธอได้อีก โดยเฉพาะหัวใจตัวเองไม่เคยหลอกมันได้เลย จึงบอกไปตรง ๆ เพราะรู้ดีว่าศิตาชอบให้พูดตรงไปตรงมาต่างรู้นิสัยกันดีตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพิ่งจะมาห่างกันก็ช่วงศิตาเข้าสู่วัยรุ่นนั่นล่ะ เขาจึงรวบรวมความกล้าตัดสินใจบอกออกไปจากใจ ส่วนเธอจะตัดสินใจอย่างไร เขาก็ควรยอมรับโดยดุษณี


                ก็หมายความว่าพี่จบเอกแล้วและควรกลับไปทำงานใช้ทุนที่ประเทศไทยก่อนที่ศิจะมาซะอีก พอดีทางคณาจารย์ที่เคยเป็นแอดไวเซอร์ให้พี่ ขอแรงมาให้อยู่ในทีมวิจัย ซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านวางให้พี่เป็นตัวหลักในทีมวิจัยชิ้นนี้ เสร็จงานวิจัยนี้แล้ว พี่คงต้องกลับไปใช้ทุนซะที เขาหยุดพูดในขณะที่บริกรนำอาหารมาเสิร์ฟ


                ศิตาพูดแทรกขึ้นมาด้วยความใจร้อนโดยไม่รอให้บริกรถอยออกไป


                แล้วยังไงคะ เกี่ยวกับศิตรงไหน ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเจ้าตัวแอบหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าเขาจะเอ่ยปากบอกอะไร เหมือนกับนัยที่เขาให้ช็อกโกแล็ตรูปหัวใจกับเธอรึเปล่า หัวใจของศิตาบัดนี้มันเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง สองมือประสานกันแน่นรู้สึกถึงความเย็นเยียบของมัน


                ก็เมื่อพี่เจอศิตา พี่ไม่อาจจะ..จะ.. เขาสบตาเธออีกครั้งแน่วนิ่งก่อนจะเอ่ยต่อไป ห้ามใจได้ เสียงแผ่วลงแทบเป็นกระซิบ หญิงสาวได้ยินชัดเจน แต่ก็ยังถามออกไป


                อะไรนะคะ เธอต้องการคำยืนยันจากเขาอีกครั้ง ถามออกไปพร้อมรอยยิ้มละมัย


                พี่ห้ามใจไม่ได้ ตอนนั้น..เมื่อเจอศิตาครั้งแรกพี่ก็พยายามถอยห่าง ไม่อยากอยู่ใกล้เพราะกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนเนรคุณ เขาพยายามอธิบายสั้น ๆ กระชับใจความให้ได้มากที่สุด


                ศิตาคนนี้ หญิงสาวใช้นิ้วโป้งชี้เข้าหาตนเอง พี่ภูรู้จักดี ว่าไม่ชอบคำพูดคลุมเครือ ศิขอบอกก่อนนะคะ หญิงสาวยิ้มให้กำลังใจเขา ศิยินดีที่ได้ยินทุกคำพูดจากพี่ภู แต่.. หญิงสาวชะโงกหน้าข้ามโต๊ะไปนิดหนึ่งจ้องตาเขาลึกเข้าไปอย่างต้องการค้นหา


                แต่อะไรครับ ภูรินท์ยืดตัวตรงขึ้น


                แต่..ศิขอ..ตรง ๆ ค่ะ


                ภูรินท์เลิกคิ้วขึ้น เป็นเชิงถาม เขาเองก็ไม่แน่ใจในคำขอของหญิงสาว


                ขอตรง ๆ จากใจพี่ภู..แค่..สามคำก็ได้ค่ะ พูดจบแล้วหญิงสาวก็หลุบสายตาลงมองอาหารบนโต๊ะ อุตส่าห์จ้องตาค้นหาความจริงในคำที่ขอให้เขาพูด พอเอาเข้าจริงกลับไม่กล้าสบตาเขา


                ภูรินท์ยิ้มรับทั้งดีใจจนหัวใจเต็มตื้นไปหมด ทั้งขำความกล้าบ้าบิ่นของหญิงสาวแต่ก็ต้องมาตกม้าตายตอนจบ ที่สุดแล้วความเป็นผู้หญิงก็หลีกหนีไม่พ้นความเขินอาย เขาเอื้อมมือไปจับมือเรียวข้างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาก้มลงมองมือนั้นเมื่อสัมผัสแล้วพบว่ามันเย็นเฉียบเสียยิ่งกว่าตอนที่อยู่ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เขาบีบมือเธอเบา ๆ


                หนูศิของพี่ภูฟังให้ดีนะ พี่ภูรักหนูศิตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เสียงนุ่มของชายหนุ่มกระทบโสตประสาทของหญิงสาวไม่ต่างกับเสียงแผ่วพลิ้วที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล


                ศิตาเงยหน้าขึ้นมองเขา ถึงแม้จะทำใจเตรียมรับอยู่แล้ว แต่เมื่อสามคำน้ำออกมาจากปากเขาจริง ๆ ความยินดีที่เธอรู้สึกอยู่นี้เธอเองก็ไม่เข้าใจ และยังไม่รู้แน่ว่าตัวเองคิดอย่างไรกับเขา มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นมาทาบบนอกข้างซ้ายของตนเองซึ่งเป็นตำแหน่งของหัวใจ พยายามกดมันให้นิ่งที่สุด เพราะบัดนี้มันเต้นรุนแรงเสียจนเธอเองเกรงว่ามันจะช็อกไปเสียก่อน เธอพยายามถามตัวเอง เธอดีใจใช่มั๊ย ปลื้มปิติจนล้นอก ไม่อาจหาคำตอบได้ รู้แต่ว่าบัดนี้ ดวงตาเธอมันร้อนผ่าวไปหมด ใบหน้าของภูรินท์เริ่มพร่าเลือนเพราะม่านน้ำที่คลอคลองอยู่สองตา


                ชายหนุ่มเมื่อเห็นหยาดน้ำแวววาวอยู่ในหน่วยตาของหญิงสาว ก็รู้สึกตกใจ ไม่รู้แน่ว่าเธอรู้สึกอย่างไรในคำพูดเขา หวังแค่เพียงอย่างเดียว..เธออย่าได้โกรธเขาเลย


                หนูศิ!” เขาเรียกเธอแผ่วเบา


                ศิตากระพริบตาเงยหน้า พร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ ขำตัวเองที่ค้นหาความรู้สึกของตนเองไม่เจอ และยังจะมาร้องไห้อีก เธอตั้งใบหน้าตรงจ้องตอบเขาพร้อมรอยยิ้ม


                บอกให้เลิกเรียกว่าหนูศิแล้วไงคะ แกล้งพูดงอน ๆ และอมยิ้มจนแก้มตุ่ย


                พี่หายใจ เอ้ย..ใจหายหมดเลยนึกว่าเป็นอะไร กลัวจะโกรธพี่น่ะซิ


                ไม่โกรธค่ะ แต่ดีใจมาก แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมน้ำตามันอยากจะออกมาซะเหลือเกิน ศิตาเป็นคนตรงไปตรงมาอย่างนี้เสมอ ภูรินท์รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้คุยกับเธอ เขาชอบคุยกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเธอในวัยเพียงห้าปีครั้งนั้นแล้ว


                ดีใจ? หมายความว่ายังไง ภูรินท์ยิ้มรับ ดวงตาเบิกขึ้นพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้น


                ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้นแหละ ศิตาลอยหน้าตอบ และใช้มือข้างที่จับหัวใจตัวเองเมื่อสักครู่ที่เพี๊ยะที่มือหนา ปล่อยมือศิได้แล้ว ภูรินท์ได้สติรีบปล่อยมือเธออย่างกับว่าเพิ่งสัมผัสกับของร้อน ใบหน้าชายหนุ่มสลดวูบลง ถึงแม้ได้ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะยอมรับความรู้สึกของหญิงสาวที่มีต่อเขา


                ศิรู้สึกดีมาก ๆ นะคะ ที่พี่ภูคิดยังไงกับศิและบอกมาตรง ๆ เพราะตอนนี้ศิเองก็..เอ่อ..ยังไม่มีใคร และก็ยังไม่คิดจะมีด้วย อยากจะเรียนให้จบโทก่อน และถ้า.. หญิงสาวหรี่ตามองเขาด้วยต้องการแกล้งมากกว่าจุดประสงค์อื่นก่อนจะกล่าวต่อ


                ศิคิดเรื่องนี้เมื่อไหร่ ศิจะพิจารณาพี่ภูเป็นคนแรกดีมั๊ยคะ หญิงสาวยิ้มยียวนและยื่นใบหน้าข้ามโต๊ะเข้าไปหาเขา


                ภูรินท์เพียงแค่ยิ้มรับบาง ๆ มือนุ่มของดอกเตอร์อดไม่ได้ต้องบีบจมูกโด่งของหญิงสาว ภายในหัวใจแทบอยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีอย่างล้นเหลือ และพยายามควบคุมโทนเสียงให้อยู่ในระดับปกติก่อนจะตอบออกไป


                ดีมาก ๆ เลยครับ ที่พี่ได้รับเกียรตินั้น


                ทั้งสองต่างก็นิ่งเงียบกันไป และต่างอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองในระหว่างที่รับประทานอาหาร เพียงไม่ถึงอึดใจ ศิตาก็โพล่งขึ้นมา


                เดี๋ยวก่อนนะ หญิงสาวยกส้อมขึ้นมาตั้งฉากชี้ไปมาราวกับกำลังวิเคราะห์เหตุการณ์อะไรสักอย่าง พี่ภูบอกว่า..เอ่อ..ระ..รัก เธอหยุดหายใจยาวเพื่อขับไล่ความร้อนที่เกิดขึ้นบนใบหน้ายามที่เอ่ยคำว่ารักออกมา


                ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นศิ อย่าบอกนะคะว่า..ตั้งแต่ห้าขวบน่ะ แล้วเธอก็ใช้ส้อมจิ้มอาหารเข้าปากรอฟังคำตอบ โดยสายตาไม่ละไปจากใบหน้าเขา ภูรินท์พยายามสะกดกลั้นอย่างที่สุด แต่แล้วก็ต้องปล่อยก๊าก หัวเราะออกมาเสียงดัง เพียงครู่เดียวเขาก็เงียบเสียงลงรวบรวมสติกลับมาสุภาพอีกครั้ง


                ขอโทษนะ พี่อดขำไม่ได้จริง ๆ ตอนนั้นพี่อายุเก้าขวบนะ แล้วจะหลงรักเด็กอายุห้าขวบน่ะเหรอ คิดไปได้นะเรา เขาหยุดพูดและตักร็อปสเตอร์ใส่จานหญิงสาว


                พี่เคยเจอศิที่มหาวิทยาลัยในชุดนักเรียนม.ปลาย รู้สึกว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงเอ็นทรานซ์นะ ตอนนั้นเราไม่เจอกันหลายปี แล้วศิก็เปลี่ยนสีผมที่มัดเป็นหางม้าไว้ แต่ดวงตาถึงแม้พี่จะเห็นไกล ๆ แต่ก็รู้สึกคุ้น ตอนนั้นแหละ คงเป็น..รักแรกพบ ท้ายประโยคเสียงของภูรินท์คล้ายคนละเมอ


                คราวนี้เป็นฝ่ายหญิงสาวปล่อยก๊ากออกมาบ้าง ทั้งคำพูด ใบหน้า และอาการตาลอยของชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามเธอ หญิงสาวใช้ส้อมอันเดิมโบกไปมาที่หน้าเขา เมื่อเห็นเขายังทำตาลอยอยู่ จึงแกล้งปัดปลายส้อมไปโดนจมูก


                เล่นอะไรน่ะ เสียงเอ็ดแม้จะเข้มแต่ริมฝีปากยังคงระบายยิ้มอยู่ เขายกผ้าจากตักขึ้นเช็ดที่จมูก ก่อนจะเล่าต่อ


                ตอนนั้นพี่ยังไม่รู้ว่าเป็นศิตา จารุเวศวงศ์ พี่ตั้งใจจะตามจีบ แต่ก็ไม่เคยเจออีกเลย ผ่านไปอีกสามเดือนพี่ไปเจอเราอยู่ที่บ้านจารุเวศวงศ์ในชุดนักศึกษา และแม่อัญก็เป็นคนบอกพี่เองว่าคนที่พี่เห็นเดินขึ้นบ้านไปน่ะคือศิตา ยังถามพี่เลยว่าจำน้องได้รึเปล่า พี่จุกจนแทบหายใจไม่ออก และคำตอบที่แม่อัญเรียกพี่ไปถามเรื่องจะให้ช่วยงานหลังจากพี่จบปริญญาตรีเลยต้องตอบไปว่าได้ทุนไปเรียนโทที่ต่างประเทศ และหลังจากนั้นพี่ก็พยายามสอบชิงทุนไปเรียนโทต่างประเทศ ที่ไหนก็ได้ ขอให้พี่ได้อยู่ห่าง ๆ ศิตา เขาสบตาเธอทำตาซึ้งอีกครั้งเมื่อเอ่ยชื่อศิตา หญิงสาวหลบตาวูบแก้มแดงขึ้นทันใด


                เอ..แล้วทำไมศิถึงได้มาเรียนโทที่นี่ต่อได้ล่ะ ภูรินท์ครุ่นคิดเพียงครู่ก็ถามถึงเหตุผล เธอยังคงไม่มองหน้าเขา ไม่แน่ใจว่าเธอจะได้ยินเขาถามหรือไม่ จึงได้แต่นิ่งรอฟังคำตอบ


                ในที่สุดพี่ภูก็หนีศิตาไม่พ้น เธอก้มหน้าพูดกับจานอาหารมากกว่าจะพูดกับเขา ไม่สนใจที่จะตอบคำถามของเขา


                มีความหมายอะไรมั๊ย ภูรินท์ถามยิ้ม ๆ ศิตาพยักหน้าประกายตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดในดวงตาโต ๆ คู่งามนั้น


                สารภาพก็ได้ ศิสืบมาจนได้ว่าพี่ภูเรียนโทอยู่ที่ไหน ก็เลยพยายามฟิตตัวเองเต็มที่ เพื่อจะสอบให้ได้เรียนที่เดียวกับพี่ภู แต่ก็ไม่สำเร็จ ศิก็ยังไม่ยอมแพ้อดใจรออีกตั้งสี่ปี ระหว่างสี่ปีก็พยายามฟิตเรื่องภาษาแล้วก็ทุกวิชาที่เกี่ยวกับการบริหาร แล้วศิก็ทำสำเร็จได้มาต่อเอ็มบีเอที่นี่จริงๆ แต่เมื่อได้มาเรียนที่นี่แล้วศิก็ไม่เคยเจอพี่ภูสักครั้ง จนปีนี้ขึ้นปีสองน่ะจะจบโทอยู่แล้ว ถึงได้เจอ นึกแล้ว..ถ้าเมื่อวานศิไม่ตื่นสายก็คงไม่เจอพี่ภู เมื่อหญิงสาวกล่าวจบ ภูรินท์ต้องเลิกคิ้วอีกครั้งด้วยความฉงน เธอตอบคำถามเมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของเขา


                ศิก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องอยากเจอพี่ภู จะเป็นเพราะความสนิทความผูกพันตอนเด็ก ๆ ก็ยังไม่แน่ใจ แต่ศิน่ะ หญิงสาวก้มหน้าลงอีกครั้งเพราะความเขินอายที่แอบติดตามผลงานเขาตลอดเวลาก่อนจะสารภาพออกไป


                ศิติดตามดูผลงานของพี่ภูตลอดเวลา บอกกันตรง ๆ ก็คือ ศิรู้ความเคลื่อนไหวของพี่ภูทุกอย่าง ยังแอบดีใจเลย ที่พี่ภูรับทำงานวิจัยหลังจากได้ดอกเตอร์แล้วยังจะรับทำวิจัยอีก ไม่งั้นศิก็คงมาเก้อ อุตส่าห์ตั้งใจเรียนตั้งใจสอบ หญิงสาวทำปากยื่นน้อย ๆ เมื่อนึกถึงไปว่าถ้ามาเรียนที่นี่แล้วไม่เจอภูรินท์ ใจคอมันห่อเหี่ยวลงไปอย่างบอกไม่ถูก


                ภูรินท์เอื้อมมือมารวบมือเรียวทั้งสองข้างของศิตาอีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่ม


                พี่ภู ขอบคุณหนูศิจริง ๆ ที่ยังคิดถึงและอยากพบพี่ ทำให้พี่ได้มีโอกาส..บอกรัก ถึงแม้จะได้รับรักตอบหรือไม่ก็ตาม แต่ความรู้สึกที่อัดแน่นมาตั้งแต่เห็นศิตาในชุดนิสิตปีหนึ่งที่บ้านจารุเวศวงศ์ มันเบาบางลง และกลายเป็นความสุขใจเข้ามาแทนที่ เขามองดวงตาล้ำลึกของเธอ เพื่อจะสื่อถึงข้อความที่เขาเอ่ยออกมาจากใจ


                สุขใจทั้งที่ศิยังไม่ได้รักพี่ภูงั้นหรือคะ เสียงถามของเธอเบาหวิว


                ใช่ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง พี่เพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เอง แค่ได้ดูแล และเห็นคนที่พี่รักมีความสุข พี่ก็มีความสุขไปด้วย พี่ไม่อาจคิดไกลไปกว่านั้นได้ ศิก็รู้ดี เขาวางมือเธอลงบนโต๊ะด้วยความนุ่มนวล


                พี่ภูอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยค่ะ ถ้าศิรักใครพ่อกับแม่ของศิก็ต้องยินดีในความสุขของลูกแน่นอนค่ะ เธอเอื้อมมือมาสัมผัสหลังมือเขาเบาๆ อย่างปลอบประโลมแล้วผละออกในทันที


                อย่างไรก็ตาม ถ้าศิคิดจะรักพี่ พี่อยากให้ศิเผื่อใจไว้บ้าง..กับความผิดหวัง


                ศิตามองหน้าเขา สบดวงตาเรียวนั้นอีกครั้งได้เห็นแววโศกเพียงแว่บเดียวแล้วก็จางหายไป ตอนนี้เธอเองยังไม่แน่ใจ ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับเขา แต่ที่ผ่านมาหลายปีคอยเฝ้าสืบค้นข้อมูลของเขาอยู่ เพื่อที่จะติดตามมาพบหน้าเขามันคืออะไร และถ้าวันใดเธอรู้ว่ามันคือความรัก เธอจะไม่ยอมสูญเสียมันไปอย่างแน่นอน และเธอก็เชื่อว่าบิดามารดาที่รักเธอปานแก้วตาดวงใจจะต้องยินดีถ้าหากบุตรสาวคนเดียวจะมีความสุข


Lock Reply
view